Love story by khaw

นิยาย เรื่องสั้น ความรัก ความสดใส อยู่ที่นี่!!

ชวนชม

ชื่อสามัญ                    Impala Lily Adenium

ชื่อวิทยาศาสตร์          Adenium obesum.

ตระกูล                       APOCYNACEAE

ลักษณะทั่วไป

 

ชวนชมเป็นพรรณไม้ยืนต้นอวบน้ำขนาดเล็กลำต้นมีความสูงประมาณ1-3เมตรลำต้นอวบน้ำผิวเปลือกสีเขียวปนขาวผิวเรียบเป็นมัน ลำต้นมียางลำต้นบิดงอไปตามจังหวะแตกกิ่งก้านสาขาน้อยรูปทรงโปร่งใบแตกออกตามปลายของกิ่งก้านใบมนรี ปลายใบมน โคนใบสอบเรียว กลางใบมีเส้นสีขาวมองได้ชัด ตัวใบแข็ง ผิวเป็นมันเรียบมีสีเขียวดอกออกตรงปลายยอดของก้านดอกเป็นรูปแตร มีกลีบดอก กลีบ มีสีชมพูโคนกลีบดอกมีฐานรองดอกเป็นแฉกเล็กๆ สีเขียว ดอกบานมีความกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ เซนติเมตร

การเป็นมงคล

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นชวนชมไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดการชวนชม นิยมชมชอบ เพราะชวนชมเป็นไม้มงคลนาม และยังทำให้เกิดแสน่ห์แห่งการดึงดูดตา ดึงดูดใจ ชวนมองยิ่งนัก

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นชวนชมไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ

การปลูก

การปลูกแบ่งเป็น วิธี

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงและขนาด 12-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา  1 : 1 : 1ผสมดินปลูก เพื่อความสวยงามของทรงพุ่มควรดูแลตัดกิ่งให้เหมาะสม และควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปี/ครั้ง เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไป

2. การปลูกในแปลงปลูกประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก  30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก แต่ที่เหมาะสมควรปลูกประดับบริเวณสวนนิยมปลูกเป็นกลุ่มจะให้ดอกที่สวยงามเด่นชัดขึ้น

การดูแลรักษา

แสง                           ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ                             ต้องการปริมาณน้ำน้อย ทนต่อความแห้งแล้งให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง
ดิน                            ดินร่วนซุย
ปุ๋ย                             ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4-6 ครั้
การขยายพันธุ์             การปักชำ การตอน
โรคและศัตรู               ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อสภาพธรรมชาติได้ดี

แสดงความคิดเห็น »

จำปา

จำปา                       (Champa)  Champac

ชื่อวิทยาศาสตร์        Michelia champaca Linn.

วงศ์                         MAGNOLIACEAE

ถิ่นกำเนิด       จีน อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย

รูปลักษณะ                เป็นไม้ยืนต้นลำต้นขนาดกลาง ลำต้นกลมใบสีเขียวคล้ายใบมะม่วง ดอกเป็นดอกเดียว มีสีเหลือง กลีบยาวและหอมมาก ฝักบิดๆ งอๆ เมล็ดในเล็กสีแดงเข้ม

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา

เปลือกต้น-ฝาดสมาน แก้ไข เป็นยาถ่าย

รากแห้งและเปลือกหุ้มราก-ผสมกับนมสำหรับบ่มฝี

ดอก-แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง ขับลม ขับปัสสาวะใช้แก้วิงเวียน อ่อนเพลีย หน้ามืดตาลาย โรคเรื้อน

ใบ-แก้โรคประสาท แก้ป่วง

เนื้อไม้-บำรุงประจำเดือนสตรี

 

แสดงความคิดเห็น »

กุหลาบหิน

กุหลาบหิน (Kalanchoe)

กุหลาบหินเป็นไม้ประดับ ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีเมื่ออยู่กลางแจ้งเพราะเป็นพืชที่ชอบแดด จุดเด่นของกุหลาบหินอยู่ที่ดอกมีสีสันสดใสสวยงาม

กุหลาบหินเป็นไม้อวบน้ำ(*หมายเหตุ 1) อายุหลายปี มีพุ่มไม่สูงมาก สูงประมาณ 11– 16 นิ้ว ใบมีสีเขียว มีรูปใบค่อนข้างกลม ปลายมน ขอบใบหยักเป็นมน  ใบออกเวียนสลับซ้อนกันคล้ายกลีบกุหลาบ  แต่ดูมีความแข็งแรง ทนทานเพราะกลีบใบมีลักษณะหนาจึงได้ฉายาว่ากุหลาบหิน ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีสี ต่างๆ ได้แก่ ชมพู ส้ม เหลือง แดง ฯลฯ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก  เช่น

สีแดง เป็นพันธุ์ Ramona และ Tetra Vulcan
สีชมพู เป็นพันธุ์ Adagio และ Largo
สีเหลือง เป็นพันธุ์ Yellow Tom Thum และ Morning Sun
สีส้ม เป็นพันธุ์ Exotica Nugget, Pixie และ Rhumba
ซึ่งสีแดง มีความนิยมปลูกมากที่สุด

กุหลาบหินเป็นพืชที่เลี้ยงง่ายและแตกหน่อไว  เป็นไม้ประดับที่มีรูปทรงดูสวยงามแปลกตาแตกต่างจากกุหลาบทั่วๆไป

กุหลาบหิน
กุหลาบหิน
กุหลาบหิน
กุหลาบหิน
กุหลาบหิน
กุหลาบหิน
กุหลาบหิน
กุหลาบหิน
แสดงความคิดเห็น »

ต้น ข่อย

 


ชื่อวิทยาศาสตร์       Streblus asper.

ชื่อสามัญ               Siamese rough bush

ตระกูล                   MORACEAE

ลักษณะทั่วไป

เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง พบขึ้นตามพื้นราบและป่าเบญจพรรณทั่วๆ ไปลำต้นสูงประมาณ 10–20 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีเทา

ค่อนข้างขาว โคนลำต้นตรง เนื้อไม้เหนียว ส่วนบนค่อนข้างคดงอเป็นปุ่มปม และเป็นร่องเล็กน้อย

ใบออกจากปลายกิ่งมีขนาดเล็กสีเขียว ขอบใบเรียบ โคนใบมนแหลม ปลายใบแหลม ใบหนา หยาบคล้ายกระดาษทราย

ใช้ขัดฟันหรือถูขูดเมือกปลาไหลได้ ออกดอกเป็นช่อดอกเล็ก สีขาวและเหลือง ผลกลมมีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด เรียบ

เมื่อยังอ่อนจะมีสีขาวหรือเทา เปลือกในมียางสีขาว เมื่อสุกผลสีเหลืองรับประทานได้ แต่ไม่เป็นที่นิยม

การปลูกและการดูแลรักษา

หากปลูกลงดิน ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก

หากปลูกใส่กระถาง ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12–24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วนอัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก

และควรเปลี่ยนกระถางทุก ๆ 2–3 ปี หรือตามการเจริญเติบโตของต้นข่อย

การดูแลรักษา

แสง     ต้องการแสงแดดจัดหรือกลางแจ้ง

น้ำ      ต้องการน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5–7 วัน/ครั้ง

ดิน      ดินร่วนซุย

ปุ๋ย      ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1–2 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ปีละ 4–5 ครั้ง

การขยายพันธุ์

ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำ ซึ่งวิธีที่นิยมและได้ผลดีคือการปักชำ หรือจะขุดล้อมจากธรรมชาติมาปลูกเลี้ยงก็ได

แต่ควรมีขนาดลำต้นไม่เกิน 3 เซนติเมตร เพราะหากโตกว่านี้จะเลี้ยงรอดยาก

 

ประโยชน์

เปลือก แก้ท้องร่วงรำมะนาด บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลม ยาอายุวัฒนะ  โรคผิวหนัง ยางใช้กำจัดแมลง ไม้ ทำกระดาษ

ทำเป็นสมุด เรียกว่า สมุดไทย หรือสมุดข่อย  เชียงใหม่ใช้มวนยาสูบ เรียกว่า ไชดยเหนือ ขี้โย กิ่ง ชาวอินเดียใช้สีฟัน

ทำให้ฟันทน ใบ ใบสดปิ้งไฟชงน้ำดื่มเป็น ยาระบายอ่อนๆ

แสดงความคิดเห็น »

มะลิ


มะลิ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Jusminum adenophyllum
วงศ์ OLEACEAE
ชื่อสามัญ -
ชื่ออื่นๆ มะลิลา, มะลิหลวง, มะลิซ้อน
ถิ่นกำเนิด -
ลักษณะทั่วไป เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ลำต้นสูงประมาณ 5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกเป็นคู่ ไปตามก้านต้นลักษณะใบป้อมมน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบไม่มีจัก ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบยาว 2-3 นิ้ว มีดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกเป็นช่อตามปลายยอดหรือปลายกิ่งประมาณ 3-5 ดอก แล้วแต่ชนิดพันธุ์ ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม มีทั้งดอกลาและดอกซ้อน ออกดอกตลอดปี
การขยายพันธุ์ เป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือตอน


แสดงความคิดเห็น »

มารักจัก “ไฮเดรนเยีย”

   ต่างประเทศมักรู้จักไฮเดรนเยียในชื่อของ ฮอร์เดนเชีย (Hortensia) ซึ่งเป็นพืชสกุลหนึ่งในวงศ์ Hydrangeaceae

ซึ่งประกอบไปด้วยพืชสกุลต่าง ๆ ถึง 80 สกุล ส่วนใหญ่พบใน จีน ญี่ปุ่น ทวีปอเมริกาพบตั้งแต่เม็กซิโกไปจนถึงอเมริกาใต

แต่บางสกุลอาจพบในออสเตรเลียนิวซีแลนด์(9สกุล)แอฟริกา(6สกุล)ยุโรปพบเพียงสกุลเดียว  ไฮเดรนเยียมีจำนวนชนิดถึง80ชนิด

ต่ส่วนใหญ่ที่มนุษย์นำมาพัฒนาพันธุ์โดยสร้างลูกผสมออกมาหลายร้อยพันธุ์นั้นมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Hydrangea macrophylla

ชนิดและแหล่งกำเนิดไฮเดรนเยียที่น่าสนใจ (บางชนิด)

- ประเทศจีน (ภาคตะวันตกเฉียงใต้และเทือกเขาหิมาลัยใกล้ทิเบต)Hydrangea anomala (เลื้อย), H. aspera, H. Bretschneideri, H. chungii, H. coacta, H. coenobralis, H. davidii, H. dumicola, H. gracilis, H. heteromalla, H. longipes, H. macrocarpa

- ประเทศญี่ปุ่น    Hydrangea hirta, H. involucrate, H. macrophylla, H. paniculata, H. scandens

- ประเทศอาเจนตินา (ภาคใต้)  Hydrangea serratifolia

- ไต้หวัน  Hydrangea kawakamii, H. involucrate

- ฟิลิปปินส์  Hydrangea scandens

ประวัติการนำเข้าสู่ประเทศไทย

      คนไทยรู้จักไฮเดรนเยียมานานแล้วไม่แน่ว่าผู้ใดสั่งพันธุ์ไม้ชนิดนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยแต่สมัยใด

แต่พอจะอนุมานได้ว่าเข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยของสมเด็จพระปิยะมหาราชเนื่องจากพระองค์ทรงเสด็จประพาสสิงคโปร์และเกาะ

ชวาอินโดนีเซียรวมทั้งหลายประเทศในยุโรปซึ่งการเสด็จประพาสต่างประเทศเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงนำพืชพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ

หลายชนิดเข้ามาปลูกในพระราชวังสวนดุสิตซึ่งไฮเดรนเยียก็น่าจะเข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยนั้นเช่นกันแม้จะไม่ปรากฏหลักฐาน

ว่าบุคคลใดเป็นผู้นำเข้าคนแรกก็ตาม

พฤกษศาสตร์

               ไฮเดรนเยีย(Hydrangea)เป็นไม้พุ่งสูง1-3เมตรจัดเป็นพืชหลายฤดูชอบอากาศหนาวเย็น บางชนิดเป็นไม้ยืนต้น

หรือไม้เลื้อยแต่ส่วนใหญ่มักเป็นไม้พุ่มเตี้ยใบเกิดแบบตรงข้ามแผ่นใบมีขนาดกว้างใหญ่ขอบใบจักช่อดอกเกิดส่วนปลายกิ่งหรือยอด

ลำต้นดอกประกอบด้วยใบประดับที่มีสีสวยงามแล้วแต่พันธุ์ ไฮเดรนเยียอาจผลัดใบหรือไม่ผลัดใบก็ได้แต่ถ้าเป็นชนิด

ที่อยู่ในเขตอบอุ่นจะผลัดใบพักตัวในฤดูหนาวดอกของไฮเดรนเยียเกิดที่ปลายยอดกิ่งหรือยอดลำต้น เป็นช่อดอกแบบช่อเชิง

หลั่นหรือช่อแยกแขนง(corymbsorpanicles) ช่อดอกประกอบด้วยดอกสองแบบคือกลุ่มดอกสมบูรณ์เพศซึ่งมีขนาดเล็ก

ที่อยู่บริเวณใจกลางช่อดอกใหญ่ ส่วนกลุ่มดอกที่มีขนาดดอกย่อยใหญ่สะดุดตานั้นความจริงเป็นดอกที่เกิดจากกลีบดอก

ประดับดูสะดุดตา เกิดเป็นวงรอบขอบนอกของช่อดอกใหญ่ไฮเดรนเยียบางชนิดมีช่อดอกซึ่งประกอบด้วยดอกย่อยสมบูรณ์เพศ

ทั้งช่อเลยก็มี ดอกไฮเดรนเยียส่วนใหญ่จะมีสีขาวเป็นหลัก แต่บางชนิด เช่น H. macrophylla อาจเป็นสีน้ำเงิน แดง

ชมพูหรือม่วง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเป็นกรดหรือด่างของเครื่องปลูก หากเครื่องปลูกมีสภาพเป็นกรด pH 5.0-5.5สีดอกจะออก

เป็นสีน้ำเงิน ถ้าสภาพเป็นด่างจะให้ดอกสีม่วงหรือชมพูถ้าปลูกในเครื่องปลูกที่สภาพเป็นกลางดอกไฮเดรนเยียจะมีสีครีมซีด

ทั้งนี้เพราะไฮเดรนเยียเป็นหนึ่งในบรรดาพืชไม่กี่ชนิดที่สะสมธาตุอะลูมินัม ธาตุนี้จะถูกปลดปล่อยออกมาจากเครื่องปลูก

ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ธาตุนี้จะทำปฏิกิริยากับสารละลายในกลีบดอกทำให้เกิดสีน้ำเงินขึ้นได้ ปกติไฮเดรนเยียต้องการดินที่เป็นกรดอ่อนpH 6.0-6.5 จะเติบโตได้ดี

การปลูกเลี้ยงเป็นการค้า

      ไฮเดรนเยียจัดเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่งของยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยปลูกได้ดีเฉพาะในเขต

ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น ความชื้นในอากาศสูง เช่น จ. เชียงราย จ. เชียงใหม่ (พื้นที่สูง 1,000 เมตรขึ้นไปจะให้ผลดีเป็นพิเศษ)

ภูเรือ เขาค้อ เป็นต้น ในประเทศฟิลิปปินส์ นิยมปลูกเป็นการค้า ในบริเวณพื้นที่ระดับสูงตั้งแต่ 1,800 เมตร เช่น ยอดเขา

ที่บาเกียว ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นและชื้นจัด โดยปลูกเป็นไม้กระถางจำหน่ายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ไฮเดรนเยียที่ปลูกเป็นการค้าคือ

H. macrophylla ซึ่งมีกว่า 600 พันธุ์ ส่วนใหญ่พันธุ์ปลูกเหล่านี้เกิดและมีขนาดใหญ่มากขยายปลูกโดยการปักชำกิ่ง

                การส่งเสริมปลูกไฮเดรนเยียเพื่อผลิตเป็นดอกไม้แห้ง มูลนิธิโครงการหลวง เริ่มต้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2536ศูนย์พัฒนา

โครงการหลวงขุนแปะ อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ ได้เริ่มนำพันธุ์ดอกไม้แห้งต่าง ๆมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อเป็นอาชีพ

เสริมรายได้โดยมีผู้เขียน(รศ.ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นหัวหน้าโครงการผลิตภัณฑ์ไม้ประดับแห้ง)

ได้มีการนำดอกไม้แห้งหลายชนิดมาทำการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ

โดย นายพิษณุพันธ์ สินชัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายไม้ดอกไม้ประดับได้นำเอาไฮเดรนเยียซึ่งมีปลูกประดับในสถานีมาทำการขยาย

พันธุ์ได้จำนวน 800 ต้นเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองทำการเพาะเลี้ยงในถุงดำประมาณ 1 ปี จึงได้นำไปส่งเสริมแก่เกษตรกรกะเหรี่ยง

และชาวเมืองเชียงใหม่ไฮเดรนเยียเป็นไม้ดอกที่มีอายุยืนยาวนานหลายปีหรือที่เรียกว่าเป็นพืชถาวร ในสภาพที่มีอากาศหนาวเย็นสูง

จากระดับน้ำทะเล1,000 เมตรขึ้นไปพบว่าไฮเดรนเยียสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน-ฤดูหนาว

คุณภาพดอกจะสวยงามมากแต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดีด้วย

                พันธุ์ของไฮเดรนเยียในประเทศไทยมีอยู่หลายพันธุ์ ได้แก่

                1. พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์เก่าแก่ที่นำเข้ามานาน จนปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนได้ดี

                2. Botstein พันธุ์ใหม่ นำเข้าโดยโครงการหลวง

                3. Sister Therse

                4. Oregon Pride

                ไม่นานมานี้นักพืชสวนในอังกฤษประสบผลสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ไฮเดรนเยียได้พันธุ์ใหม่ชื่อ‘Endless Summer’

ลูกผสมซึ่งคัดพันธุ์ได้นี้น่าจะเป็นพันธุ์แรกที่ให้ช่อแบบทรงกลม(mophead) ที่สามารถสร้างตาดอกขึ้นบนกิ่งที่มีอายุปีแรก

เท่านั้นและจะสร้างดอกขึ้นได้เลยภายในปีแรกทำให้ผู้ปลูกได้ชื่นชมกับดอกที่จะออกอย่างรวดเร็วผิดกับพันธุ์เก่าทั้งหลาย

ปัจจุบันมีเนอร์สเซอรี่ในสหรัฐอเมริกานำไปพัฒนาต่อโดยผลิตเป็นการค้าซึ่งไฮเดรนเยียพันธุ์ใหม่นี้หลังจากออกดอกไปแล้ว

และตัดแต่งกิ่งเก่าออก ก็จะแตกหน่อใหม่และออกดอกได้เลยในฤดูถัดไป ข้อดีอีกประการคือ ทนต่ออากาศหนาวเย็น ดอกของ

H. macrophylla ‘Endless Summer’ นี้มีสีชมพูหรือสีน้ำเงิน (ขึ้นอยู่กับระดับความเป็นกรดหรือด่างของเครื่องปลูก)

ใบของมันมีสีเขียวเข้ม และทนต่อโรคราน้ำค้าง (mildew resistant) อย่างไรก็ตามไฮเดรนเยียชอบแสงแดดที่ได้รับการ

พรางแสงเพียง 30% เท่านั้น ถ้าพลางแสงให้มากกว่านี้จะมีผลผลิตต่ำลง

                พันธุ์ที่ทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะทำการส่งเสริมปลูกทั้งหมดเป็นพันธุ์เก่าแก่ซึ่งนิยมเรียกกันว่า

พันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจากการที่ได้เปรียบเทียบคุณภาพผลผลิต การเจริญเติบโต ความต้านทานโรค

และจำนวนการผลิต พบว่าพันธุ์พื้นเมืองเหมาะสมที่จะทำการปลูกเพื่อผลิตเป็นดอกไม้แห้งได้ดีมาก

ต้นทุนการผลิตน้อยกว่าพันธุ์อื่น ๆ ไฮเดรนเยียพันธุ์นี้พบทั่วไปตามวัดวาอารามและสวนสาธารณะ

ทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ยังพบมากที่หลายหมู่บ้านในเขตปิล๊อก อ. ทองผาภูมิ, สังขละบุรี

ชายแดนไทย-พม่าไฮเดรนเยียเป็นพืชที่ต้องการดินร่วนซุยมีอินทรียวัตถุสูงเพื่อเก็บน้ำและรักษาความร่วนโปร่งของดิน

ควรใช้ปุ๋ยหมักและใบไม้ผุใส่เพิ่มในหลุมปลูกไฮเดรนเยียต้องการดินที่เป็นกรดอ่อน pH 6.0-6.5 เพื่อให้ได้ดอกสีชมพู

แต่ถ้าปรับ pH ให้เป็นกรด pH 5.0.5.5 จะได้ดอกสีน้ำเงิน

การขยายพันธุ์

      ไฮเดรนเยียขยายพันธุ์ได้โดยตัดชำกิ่งอ่อนในช่วงฤดูฝนหรืออาจใช้กิ่งกลางอ่อนกลางแก่ก็ได้ในช่วงฤดูร้อน

สำหรับในต่างประเทศไฮเดรนเยียมีการพักตัวในฤดูหนาวเขาใช้วิธีตัดกิ่งแก่จากต้นที่พักตังทิ้งใบหมด

นอกจากนี้เขายังขุดเอากอขึ้นมาตัดหน่อหรือกิ่งที่อยู่ใต้ดิน (suckers) ออกมาปักชำเป็นต้นใหม่ หรือทำการตอนกิ่ง

(layering)เพื่อให้ออกรากจากนั้นจึงขุดแยกไปปลูกต่อไปสำหรับการขยายพันธุ์ในประเทศไทย

โครงการหลวงได้ทำการขยายพันธุ์โดยวิธีการปักชำกิ่งช่วงที่เหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์คือช่วงฤดูฝนเพราะสภาพอากาศชื้น

และเป็นช่วงที่ต้นพันธุ์แตกหน่อกิ่งก้านมากทำให้มีกิ่งพันธุ์จำนวนมากการเพาะชำอาจปักชำในกระบะชำที่มีทรายหยาบและแกลบดำเป็นวัสดุปักชำและใช้ฮอร์โมนเร่งราก

ช่วยให้มีจำนวนและความยาวรากเพิ่มขึ้นจากนั้นจึงย้ายกิ่งลงถุงพลาสติกดำ

การปลูก

เมื่อทำการเพาะชำจนได้ต้นที่สมบูรณ์แล้วต้องคำนึงระยะเวลาเหมาะสมและเป็นพื้นที่รับน้ำได้ตลอดปี การวางแนวปลูกระยะการปลูก

ควรอยู่ 1×1 เมตีร การเตรียมหลุมปลูกขุดหลุมกว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร

การเตรียมวัสดุปลูก

หลุมปลูกไฮเดรนเยียควรมีความกว้างยาวและลึกอย่างต่ำ 40 เซนติเมตร ควรมีปูนขาวโรยรองก้นหลุมประมาณ 100 กรัมต่อหลุม

หินฟอสเฟต (0-3-0) 100 กรัมต่อหลุม ปุ๋ยคอก (ควรผ่านการหมักแล้ว) 4 กิโลกรัมต่อหลุม เปลือกข้าว

1 กิโลกรัมต่อหลุม ผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน ขุดหลุมและรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กรัมต่อหลุม

การดูแลรักษา

ไฮเดรนเยียที่ปลูกเพื่อตัดดอกแปรรูปเป็นดอกไม้แห้ง ต้องอาศัยระยะเวลาในการดูแลรักษาพอสมควร หลังจากการปลูก

ไปแล้วประมาณ 5-6 เดือน จึงจะตัดดอกที่สามารถนำไปทำดอกไม้แห้งได้ ช่วงเวลาดังกล่าวควรมีการจัดการดูแลต้น

ที่ดีเลือกกิ่งสมบูรณ์ไว้ กิ่งชำเดิมควรตัดทิ้ง เมื่อมีกิ่งใหม่มาทดแทน หลังจากอายุไฮเดรนเยีย 1 ปีขึ้นไป

จะแตกกิ่งต้นจำนวนมาก ต้องทำการตัดแต่งกิ่งออกคงเหลือไว้ประมาณ 10-12 กิ่งต่อกอ ควรตัดแต่งกอ

อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ช่วงฤดูร้อนควรมีการพรางแสงด้วยตาข่ายพลาสติกดำหรือซาแลนโดยพรางแสง 50%

เพื่อลดอาการไหม้ที่ใบและดอก เนื่องจากความเข้มแสงในช่วงต้นฤดูหนาวและช่วงฤดูร้อนมีมาก

การให้ปุ๋ย

หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมียูเรียสูตร 46-0-0 รอบโคนต้น 50 กรัมต่อต้น หรือปุ๋ยสูตร 15-0-0 อัตรา

15 กรัมต่อน้ำ 5 ลิตร รดต้น สัปดาห์ละครั้ง กำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย ช่วงแตกกอ, ใบใหม่ ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา

50 กรัมต่อต้น สลับกับปุ๋ยทางใบ สัปดาห์ละครั้ง ช่วงใบแก่และออกดอก ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กรัมต่อต้น

สลับกับปุ๋ยทางใบสูตร 0-0-46 อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ20ลิตรพ่นสัปดาห์ละครั้งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของช่อดอก

และกลีบดอก และไม่ควรให้ปุ๋ยทางใบเมื่อออกดอกแล้วเพราะอาจทำให้เกิดการไหม้ที่ดอก

                การคัดเกรด, ราคา จะคัดตามความสมบูรณ์ของดอก, ขนาดของดอกโดยแบ่งตามเกรดได้ดังนี้

                เกรด 1 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 30 เซนติเมตร

                เกรด 2 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 20-30 เซนติเมตร

                เกรด 3 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 15-20 เซนติเมตร

                เกรด 4 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 10-15 เซนติเมตร

สรุปการปลูกไฮเดรนเยียเพื่อผลิตเป็นดอกไม้แห้ง

                1. ต้องเลือกพื้นที่อากาศหนาวเย็น ความชื้นสูง ดินดีร่วนซุย หน้าดินลึก

                2. การปลูกไฮเดรนเยียจะใช้ระยะเวลานานพอสมควรจึงจะให้ผลผลิต(ประมาณ6-12เดือน) และใช้ต้นทุนบ้างตามสมควรในระยะแรกเริ่ม

                3. ปริมาณผลผลิตไฮเดรนเยียขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำและปุ๋ย

                4. ปัญหาเรื่องโรคและแมลงมีน้อยถ้ามีการจัดการที่ดี

               5.ไฮเดรนเยียเป็นพืชอายุยาวนานหลายปีสามารถปลูกเป็นพืชแซมในแปลงไม้ผลของเกษตรกรทำให้เกษตรกรมีเวลาดูแลพืชอื่นๆ ควบคู่กันไปและมีรายได้เสริมตลอดปี

               6. ไฮเดรนเยียนอกจากจะเป็นพืชเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรแล้วยังช่วยทำให้สถานที่เกิดความสวยงามและร่มรื่นแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น

                7. ไฮเดรนเยียสามารถนำไปแปรรูปได้ ทางโครงการดอกไม้แห้งให้ราคาตามขนาดและคุณภาพไม่จำกัดปริมาณ จึงเหาะที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก

การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ดอกไฮเดรนเยีย

    แม้การปลูกไฮเดรนเยียเป็นไม้ตัดดอกสดจะทำรายได้ตอบแทนแก่เกษตรกรได้ดี โดยทำราคาต่อดอกได้สูงและใช้เวลาการปลูก

ถึงตัดดอกในระยะเวลาอันสั้นกว่าก็จริงแต่การตลาดยังนับว่าแคบ และคุณภาพดอกมักเสียหายเร็ว ดังนั้นจึงพบว่ามีดอกที่เริ่มเหี่ยว

หมดสภาพการส่งตลาดจำนวนมาก ส่วนการจำหน่ายเป็นไม้กระถางนั้น ยิ่งพบปัญหาเรื่องของการจำหน่ายหนักขึ้นไปอีก

        โครงการผลิตภัณฑ์ไม้ประดับแห้ง ทดลองแปรรูปดอกไฮเดรนเยีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2534โดยในระยะแรกได้ทดลองปลูก

ที่ดอนอินทนนท์และดอยปุย จ. เชียงใหม่ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าดอกย่อยของไฮเดรนเยียมีเยื่อใยสูงแม้จะแห้งสนิทแล้ว

ก็สามารถแปรรูปโดยการฟอก ย้อม ผ่านความร้อนได้ โดยไม่ทำให้เสียรูปแต่ทั้งนี้จำต้องให้เวลากับช่อดอกไฮเดรนเยีย

ได้พัฒนาต่อโดยกลีบดอกจะเปลี่ยนสีจากชมพู ม่วงอ่อน หรือน้ำเงินเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวอ่อนและเริ่มสีซีดจางลง ระยะนี้กลีบดอกจะ

มีความหนาสูงสุด ให้ทำการตัดช่อดอกออกจากแปลงรวบรวมบรรจุกล่องส่งโรงงาน แขวนผึ่งลมให้แห้งก่อนส่งโรงงานที่กรุงเทพฯเพื่อทำการแปรรูปต่อไป

        การแปรรูปดอกไฮเดรนเยียในโครงการหลวงสมัยปัจจุบัน ทำโดยการฟอก ย้อมและรักษาความนุ่มนวลของกลีบดอกให้คง

สภาพคล้ายดอกสด นอจากนี้ยังทำการหมักด้วยกลิ่น มิโมซา (Mimosa)และกลิ่นของดอกกล้วยไม้บางชนิดเข้าไป

เพื่อเพิ่มมูลค่าของดอกไฮเดรนเยียให้เป็นที่ชื่นชอบแก่ผู้ซื้อที่สำคัญคือเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่า(valueadded) แก่ดอกไฮเดรนเยียที่ปลูกในประเทศไทยอีกด้วย

แสดงความคิดเห็น »

คอร์น สเนค

เนื่องจากผมรู้สึกว่ารอบตัวผมมีคนดูอยากจะเลี้ยงงูมากขึ้น และไม่กี่วันที่ผ่านมามีคำถามมาทาง ems ซึ่งผมไม่สามารถตอบได้ เพราะว่า emsมันจำกัดตัวอักษร แล้วผมดูๆแล้ว ถ้าจะให้ครบเรื่องสำคัญ คงต้องส่งemsเป็นสิบๆPartแน่ๆ เลยเอามาเขียนบล็อกเลยละกันครับ ^^

  *****คำถามทั้งหลายด้านล่างนี้ ไม่ได้ มีคนถามมาโดยตรงนะครับ ผมสร้างมันขึ้นมาโดยคิดจินตนาการว่า ถ้าเป็นคนธรรมดาที่ไม่เคยศึกษาเรื่องงูเลย แล้วอยากเลี้ยง เขาควรจะรู้อะไรบ้างตั้งแต่เริ่มต้น

 

Corn snake?

อันนี้ไม่เกี่ยวกับปัจจัยเท่าไหร่ เป็นการเกริ่นเรื่องนี้ ใครที่รู้แล้วว่าคอร์นมันมีอะไรพิเศษข้ามไปหัวข้อต่อไปได้เลยครับ

หลายๆคนคงจะกลัวงูกัน และคิดว่ามันเป็นสัตว์ที่ ไม่ว่าตัวไหนก็อันตราย แต่จริงๆแล้วสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งคนเต็มไปด้วยความหลากหลาย มีทั้งดีทั้งแย่ แต่ที่เรากลัวกัน เพราะแถบที่เราอยู่ ตัวโกงมันเด่นกว่าตัวดีก็เท่านั้นล่ะ

แต่ว่าในที่นี้เราจะพูดถึงคอร์นสเนค งูชนิดนี้เป็นงูน่ารัก มันไม่กัดคน เมื่ออยู่ในสถานการณ์น่าหงุดหงิด มันก็จะเลือกที่จะหนี ไม่ต่อสู้ แต่เป็นงูนำเข้า เพราะฉะนั้นคนเลี้ยงก็ยังต้องรับผิดชอบอยู่ดี ถ้าหลุดไปแล้วมันรอดก็อาจจะไปปั่นป่วนระบบนิเวศได้ แต่ในความเห็นของผมแล้ว พันธุ์นี้หลุดไปไม่เหลือให้กลายพันธุ์หรอกครับ มีแต่ตายกับตาย เหมือนเอาคนที่นั่งแต่หน้าคอมเล่นเกม ไปโยนทิ้งในป่าใหญ่ (งูเลี้ยง นานๆเข้าจะหมดความสามารถในการล่าด้วย)

^Phantom Corn Snake

คอร์นสเนคเป็นงูที่เลี้ยงง่ายสุดๆชนิดหนึ่ง เนื่องจากนิสัยการกินไม่เรื่องมาก และไม่ดุ เขี้ยวไม่คมไม่ยาว และมันมีสีสันสดใส สวยงาม หลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญ ไม่มีพิษ

สีสันของคอร์นสเนคเกิดจากพันธุกรรม เหมือนหมาแมวหรือแม้แต่คน สี “ปกติ” ของมัน คือสีออกน้ำตาลๆ ซึ่งดีต่อการพรางตัว เพราะฉะนั้นงูเลี้ยงส่วนมากที่มีสีสดใส จะตายจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติได้ง่ายๆ ทำให้การพบพวกสีสดในธรรมชาติเป็นเรื่องหายาก

ตัวอย่างสีสวยๆของคอร์นสเนคครับ

-       Butter

-       Blizzard

-       Bloodred


-       Ghost

นอกจากสี คอร์นยังมี ลายประหลาด ด้วยครับ เช่น Striped หรือ Zigzag หัวบล็อกผม ตัวสีเหลืองก็ลายStriped ครับ

อยากได้แล้วโว้ย หาจากไหน!?

ถ้าอยากเลี้ยงคอร์นสเนคก็หาได้ตามจตุจักรนะครับ ผมซื้อที่ร้าน The Ex’studio ครับ อยู่ติดๆกับJJ mallอะครับ (โฆษณาๆ 555555)

แต่ของที่ร้าน ไม่ว่าจะร้านไหน บางทีก็ไม่มีตัวที่เราต้องการนะครับ มันแล้วแต่ช่วงด้วย

แล้วก็เวลาเลือกให้ดูว่ามีเห็บมีไรรึเปล่านะครับ เพราะว่างูเองก็มีแมลงปรสิตอยู่ด้วย ตอนผมซื้อBall python ก็มีติดมาพรึ่บเลยครับ แต่มันไม่มาติดผมนะครับ มันจะซ่อนอยู่ตามเกล็ดของงูอะครับ เป็นเม็ดดำๆ ต้องลองเช็คดีๆ แต่บางทีมันก็มากับวัสดุรองพื้นนะครับ อาจจะโทษที่ร้านอย่างเดียวไม่ได้

http://www.youtube.com/watch?v=yUjZdzKnEz8

เห็บงู x400เท่า อย่าดูตอนกินข้าวถ้ากลัวของแหยะๆ

แล้วตู้ล่ะ!?

ส่วนเรื่องเลี้ยงก็ผมแนะนำให้ซื้อตู้ใหญ่ไว้ได้เลย เพราะว่าถ้าเลี้ยงตัวเล็กแล้วซื้อตู้เล็ก เดี๋ยวมันโตเราก็ต้องซื้อตู้ใหญ่ให้มันอยู่ดี เพราะฉะนั้นเอาให้มันอยู่ได้จนแก่เลยดีกว่า ผมไม่แน่ใจขนาดของตู้ที่เป็นตัวเลขแน่นอนนะครับ แต่เอาเป็นว่า มันควรจะใหญ่พอที่จะให้งูมีที่ เดินเล่น นอน ขับถ่าย และกินน้ำ

แล้วก็พื้นรองใส่พวกขี้เลื่อยเหมือนหนูได้ครับ แต่ถ้าจะให้ดีมันจะมีวัสดุที่เป็นเม็ดๆจะเก็บทำความสะอาดง่ายกว่าครับ เมื่องูถ่ายออกมาก็ให้เก็บเฉพาะตรงที่เลอะก็ได้ครับ ไม่ต้องเปลี่ยนหมดก็ได้ ถ้าไม่มีเวลา

ในตู้ควรจะมีถาดน้ำและ Hide box ครับ ถาดน้ำควรจะขนาดพอที่งูจะลงไปแช่ได้ และควรมีน้ำอยู่ตลอด Hide box คือกล่องเอาไว้ให้งูหลบครับ ทำจากกล่องทิชชู่ก็ได้ ตัดเป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ มีทางเข้าออก แต่ไม่ต้องทำหน้าต่างนะครับ เป้าหมายของHide box คือห้องมืดๆให้มันเข้าไปนอนขดแล้วรู้สึกปลอดภัย แล้วก็ระวังสุดๆนะครับ อย่าให้Hide boxมีรอยคม เพราะถ้างูเป็นแผลมันติดเชื้อได้ครับ

^ “บลิทซ์” งูของผม โผล่หน้าออกมาจากHide boxสำเร็จรูปที่เปิดหลังคาได้

ของกินล่ะ!? ป้อนผักได้มั้ย อยากให้มันเป็นมังสวิรัส XD

ส่วนเรื่องอาหาร งูเป็นสัตว์กินเนื้อครับ ไม่มีทางให้แบบหมาแมวได้แน่นอน ต้องให้หนูครับ ครบสารอาหารที่สุด ถ้าไม่อยากเห็นหนูทรมานให้ซื้อหนูแช่แข็งครับ เป็นแพคๆ ที่ร้านที่ผมบอกมีขายทุกไซส์ครับ แต่บางทีก็ของหมด งูแต่ละไซส์ก็กินหนูไม่เหมือนกันครับ

หนูแช่แข็งเวลาให้ก็แค่ใส่น้ำร้อน ให้มันละลายครับ ไม่ต้องถึงกับสุก แล้วก็ไปป้อนให้งูได้เลย

เวลาให้หนูก็ให้ทั้งตัวครับ ไม่ต้องหั่น งูจะกลืนหนูไปทั้งตัวเอง ไม่ต้องกลัวมันติดคอนะครับ ถึงมันจะดูลำบากแต่นั่นคือชีวิตประจำวันของมันครับ ถ้าไม่ชินลองไปเปิดตามยูทูปดูเพื่อให้ชินตาก่อนก็ดีครับ บางทีผมก็ประสาทไปเองว่ามันจะติดคอรึเปล่า 5555

^”พินบอล” งูของผม กำลังกิน รูปนี้เป็นหัวบล็อกเก่าของผมครับ 55

เวลาให้ ห้าม ให้ด้วยมือเด็ดขาดนะครับ งูคอร์นถึงจะไม่ดุ แต่มันก็ฉกเบี้ยวได้ และอาจจะโดนมือเราครับ

แนะนำให้หาคีมที่ ไม่คม มาคีบครับ เพราะถ้าตัวหนูเกิดแผล จะแหยะมากครับ ผมเคยเกือบอ้วกเพราะตัดซองใส่หนูพลาด ตัดเกินไปนิดนึงไปโดนท้องหนู ถึงมันจะตายมานานแล้วแต่เนื้อข้างในมันยังสดอยู่ครับ

เวลาให้อาหารให้ อาทิตย์ละครั้ง หรือ สี่วันครั้งก็ได้ครับ แต่อย่าให้ทุกวันนะครับ กว่ามันจะย่อยมื้อนึงนี่นานมาก

แล้วก็ หลังให้อาหารเสร็จ จนถึงตอนมันขับถ่าย (3-4วัน) “ห้ามเล่นกับมันเด็ดขาด”นะครับ เพราะมันจะอ้วก และถ้ามันอ้วกจะนำไปถึงปัญหาสุขภาพของงูที่แย่มากๆได้ครับ

นอกจากเรื่องจับๆมันตอนหลังกินเสร็จแล้ว บางทีอาจเกิดจากตัวงูป่วยมาก่อนได้แล้วครับ ถ้างูอ้วกก็อย่าเพิ่งโทษใครไป

งูซีดทำไงดี มันจะตายมั้ย!?

ช่วงลอกคราบ ตาและสีของงูจะซีดลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นจะกลับมาสดอีกรอบ แล้วงูจึงจะลอกคราบ

ช่วงงูลอกคราบอย่าให้ขาดน้ำเด็ดขาดครับ ไม่งั้นมันจะลอกเป็นแผ่นๆเหมือนเวลาเราปากแห้ง และก่อให้เกิดอันตรายกับงูได้ครับ แต่ถ้าลอกคราบออกมาได้ดีมันจะออกมาเป็นเหมือนตัวงูอีกตัวเลยครับ เป็นชิ้นเดียวเลย

แล้วก็บางทีงูจะไม่ขับถ่ายหรือไม่กิน จนกว่าจะลอกคราบเสร็จครับ

^งูกำลังจะลอกคราบ ไม่ใช่พินบอลนะครับ นี่ไปหามาในเน็ต เพราะผมไม่เคยถ่ายรูปตอนจะลอกคราบไว้เลย

^คราบงูที่สุขภาพดี

ทำไงดี ไม่กล้าถืองู กลัวมันหล่น!? กลัวมันกัด!?

เวลาถือคอร์นถ้ายังตัวเล็กก็ประคองด้วยมือเดียวได้ครับ ถ้าตัวใหญ่ก็ให้ใช้สองมือ

แล้วก็คอยดูหัวมันให้ดีครับ หัวไปไหนตัวก็ไปนั่น พยายามใช้มือประคองและควบคุมไม่ให้มันไปในทางที่เราไม่อยากให้มันไป

^Pinball พยายามเลื้อยไปตามช่องเล็กๆ ระหว่างแขนกับลำตัวของผม

และงูชอบเลื้อยตามซอกๆรูๆครับ ผมเคยได้ยินเคสที่ว่า งูเลื้อยเข้าไปในพัดลมตายครับ เพราะคนมัวแต่ถือเล่น ไม่ได้ดูว่างูเลื้อยไปไหน

ช่วงแรกๆคอ์รนอาจจะพยายามดิ้นออกจากมือครับ แต่นานๆทีก็จะดีขึ้น แต่อย่าตกใจนะครับ มันไม่กัดหรอก หรือถ้ากัดก็ไม่เจ็บเท่าBall pythonแน่นอน แล้วก็อย่าถือมันบ่อยเกินไปนะครับ มันอาจจะเครียดหรือช้ำได้

อย่าลืมนะครับ ห้ามเล่นกับงูหลังกินอาหารเด็ดขาด มันอ้วกขึ้นมาละเรื่องใหญ่

เรื่องปัจจัยสำคัญถ้าผมไม่พลาดอะไรไปก็น่าจะมีแค่นี้ละครับ ^^

*ราคาของงูหลากหลายมากครับ ขึ้นอยู่กับลาย อายุ และสีของมัน*

แสดงความคิดเห็น »

นกคอนัวร์

นกคอนัวร์ (Conure)

นกคอนัวร์ (Conure) เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของ นกแก้ว ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบละตินอเมริกา จากเม็กซิโกลงมาถึงหมู่เกาะคาริบเบียนและชิลีใต้ นกคอนัวร์ พันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ พาทาโกเนี่ยน มีความยาวประมาณ 17.5 นิ้ว และ นกคอนัวร์ พันธุ์ที่เล็กที่สุดคือ เพ้นท์เท็ต มีความยาวประมาณ 8.5 นิ้ว โดย นกคอนัวร์ เป็นนกที่รักความสงบและอยู่กันเป็นฝูงใหญ่

ทั้งนี้ คำว่า conure (คอนัวร์) มาจากคำว่า Conurus (คอนูรัส) นกคอนัวร์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aratinga (อาราทิงก้า) นกคอนัวร์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Aratinga และ Pyrrhura

 Aratinga จะมีสีสันสดใส เช่น สีเขียว สีแดง ที่ดูมีชีวิตชีวา ได้แก่ สายพันธุ์ ซันคอนัวร์(Sun conure) บลูคราวน์(Blue-crowned conure) เจนเดย์(Jenday conure)

  Pyrrhura จะมีสีสันที่เข้มขึ้น เช่น สีเขียวแก่ น้ำตาลเข้ม และ Aratinga จะไม่มีสีอ่อน ๆ ที่ขึ้นอยู่ตามอกหรือคอ และแก้มอย่าง Pyrrhura ได้แก่ สายพันธุ์ แบล็คแค็พ (Black-capped conure) เพ้นท์เท็ด (Painted conure)

ก่อนที่เราจะเลี้ยงเจ้า นกคอนัวร์ เรามารู้จักนิสัยบางอย่างของมันกันดีกว่านะคะ!

อุปนิสัยของ นกคอนัวร์ ที่พบบ่อย

นกคอนัวร์

 นิสัยเรียกร้องความสนใจ เมื่อ นกคอนัวร์ รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแล้วในตอนเช้าเมื่อคุณตื่นแล้วคุณอาจได้ยินเสียงพองขน เล่นของเล่น หรือเสียงบ่นเบาๆ มาจากกรงของเจ้าคอนัวร์

 การอาบน้ำ นกคอนัวร์ รักการอาบน้ำเป็นชีวิตจิตใจ เราควรอาบให้นกตอนเช้าด้วยน้ำอุ่น เพื่อให้ขนแห้งได้ทันเวลาที่นกจะเข้านอน

 การขบฟัน นกคอนัวร์ จะขบฟันช่วงที่มันใกล้จะหลับ การขบฟันในนกถือเป็นเรื่องธรรมชาติของนก

 การเช็ดปาก หลังมื้ออาหารทุกมื้อ นกคอนัวร์ จะเช็ดปากของมันกับคอนที่มันเกาะ หรือแขนเสื้อของคุณขณะที่มันเกาะอยู่

 กายกรรมแบบนก ๆ กิริยาที่ นกคอนัวร์ ทำคล้ายกับการบิดขี้เกียจ ยืดแข้งยืดขา ซึ่งถือเป็นปกติธรรมดาของนก

 การกัด เป็นการแสดงสัญชาตญาณการอยู่ร่วมกันของ นกคอนัวร์ ที่อาศัยอยู่ในป่า การกัดของมันตามลำพังแสดงว่ามันกำลังทดสอบสิ่งรอบ ๆ ตัวของมันอยู่

 การนอนกลางวัน การนอนกลางวันเป็นการงีบหลับ นกคอนัวร์ จะงีบหลับไปบ้าง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงส่อไปทางเจ็บป่วย ก็ไม่ต้องกังวลกับการงีบหลับของนก

 การเคี้ยว นกคอนัวร์ ชอบที่จะขบเคี้ยว กัดแทะ สิ่งต่างๆรอบตัวเสมอ ซึ่งผู้เลี้ยงต้องมีของเล่นให้นกได้เคี้ยวตลอดเวลา

นกคอนัวร์

 การจ้องมองของนก เมื่อ นกคอนัวร์ เห็นอะไรที่ทำให้เกิดความตื่นเต้นหรือสนใจ รูม่านตาของมันจะเบิกกว้างและหดตัวขึ้นและลง

 การพองขน เป็นการคลายความตึงเครียดของ นกคอนัวร์ แต่ถ้ามันพองขนตลอดเวลานั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนได้ว่านกกำลังเจ็บป่วย

 การไซร้ขนให้กันและกัน เป็นนิสัยของ นกคอนัวร์ ที่จะทำให้คู่ของมันหรือเพื่อนนกที่สนิทกันเท่านั้น

 การจับคู่ นกจะจับคู่กันไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือไม่ มันจะไซร้ขนให้กัน เลียนแบบท่าทางของคู่มันตลอดเวลา

 ความรู้สึกเป็นเจ้าของ จะแสดงออกถึงการหวงเจ้าของมัน มันมักจะกัด และ ขู่ตัวอื่น

 การไซร้ขน เป็นกิจวัตรประจำของมันซึ่งจะทำร่วมกับการพองขน และมีการจิกขนตัวเองในช่วงนี้สำหรับฤดูผลัดขน

 การสำรอกอาหาร กิริยาของนกที่จ้องบางอย่างแล้วขณะเดียวกันก็ผงกหัวด้วย นั้นคือมันจะสำรอกอาหารให้กับคู่หรือลูกของมัน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่

 การยืนพักขาเดียว การที่นกยืนขาเดียวถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าคุณเห็นนกยืน 2 ขา ตลอดเวลา คุณควรจะนำนกไปหาสัตวแพทย์เพราะอาการดังกล่าวเป็นสัญญาณของสุขภาพที่ไม่แข็งแรง

 การกรีดร้อง นกคอนัวร์ จัดว่าเป็นนกที่มีเสียงดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนกรู้สึกว่ามันถูกทอดทิ้งและเจ้าของไม่มีเวลาให้นกจะยิ่งส่งเสียงร้อง บางครั้ง นกคอนัวร์ ก็ถือเป็นนกขี้เหงาและต้องการให้เจ้าของให้ความมั่นใจกับมันว่ามันไม่ได้อยู่ตัวเดียว นกคอนัวร์จะร้องส่งเสียงเพื่อที่จะดูว่าคนในบ้านไปไหนกันหมดทิ้งมันไว้ตัวเดียวหรือเปล่า เจ้าของสามารถให้ความมั่นใจกับนกได้โดยการขานรับ บางขณะนกจะร้องเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างในสภาพแวดล้อมทำให้มันตกใจกลัว ในกรณีนี้คุณจำเป็นต้องใช้เวลากับนกและลดความกลัวในตัวนกลง นกจะส่งเสียงกรีดร้องตามสัญชาติญาณเพื่อปกป้องฝูงของมันด้วย เมื่อนกรู้สึกเหนื่อยจะมีอาการหงุดหงิด และบางครั้งจะส่งเสียงร้องกรณีนี้เราควรจะคลุมกรงของมัน เพื่อให้มันสงบลงและปรับตัวเพื่อจะเข้านอนเร็วขึ้น

นกคอนัวร์

 การนอน นกคอนัวร์ มักจะชอบมุดไปขดตัวนอนอยู่ใต้ผ้าหรือเศษไม้ที่เราใส่ไว้ในกล่องนอน และบางครั้งมันก็จะนอนหงายหลับไปในถ้วยอาหาร เพื่อให้นกได้พักผ่อนอย่างสบาย ควรหาเศษผ้าหรือตุ๊กตานุ่ม ๆ มาใส่ไว้ให้นก การนอนหงายในลักษณะเท้าชี้ฟ้าถือเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับคอนัวร์และก็เป็นท่าที่แสนสบายสำหรับมันด้วย

 การจาม การจามในนกมาจากสองสาเหตุ สาเหตุแรกคือ การจามเพื่อให้จมูกโล่ง บางครั้งมันยังจะใช้นิ้วใส่เข้าไปในรูจมูก เพื่อให้เกิดอาการระคายเคืองและจามออกมา จามแบบที่สอง เนื่องมาจากนกเป็นหวัดในกรณีนี้การจามในแต่ละครั้งจะมีน้ำมูกและทำให้รูจมูกเปียก ถ้านกเป็นในกรณีที่สองนี้ควรนำนกเข้าพบสัตวแพทย์ทันที

 ความเครียด ความเครียดนกจะมีอาการตัวสั่น ท้องร่วงหายใจเร็วสั่นหางและปีก จิกขนตัวเอง นอนไม่หลับ และไม่เจริญอาหาร นกในตระกูลนกปากขอชอบที่จะมีกิจวัตรประจำวันและไม่ชอบการเปลื่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลื่ยนแปลงในบรรยากาศรอบตัวหรือตารางเวลาของการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลื่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างควรจะพูดกับนกของคุณก่อนอาจจะฟังดูเหมือนบ้าแต่การกระทำดังกล่าวจะช่วยให้นกไม่เกิดความเครียดจนเกินไป

 การลิ้มลองของ นกคอนัวร์ จะสำรวจสิ่งรอบๆ ตัวด้วยปากมากพอ ๆ กับที่เราใช้มือ และไม่ต้องแปลกใจถ้านกของคุณจะใช้ปากและลิ้นกัดดูที่มือของคุณก่อนที่จะปีนขึ้นมาเกาะในครั้งแรก นกไม่ได้ตั้งใจที่จะกัดคุณแต่มันกำลังสำรวจ

 การใช้เสียง นกในตระกูลนกปากขอ โดยส่วนใหญ่จะส่งเสียงร้องช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกของทุก ๆ วัน

 การหาว ผู้เชี่ยวชาญบางคนอาจเชื่อว่านกขาดออกซิเจนในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอีกคนกล่าวว่านกแค่หาวและบิดขี้เกียจ บริหารกล้ามเนื้อเท่านั้น ในกรณีที่คุณไม่เห็นว่านกมีท่าทางไม่สบาย (อาเจียน สำรอกอาหาร) คุณก็คงไม่ต้องเป็นห่วงจนเกินไป

แสดงความคิดเห็น »

เฟอเรท

ชื่อสามัญ: เฟอเรท (Ferret)ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Mustela putorious Furo 

สัตว์กินเนื้อขนาดเล็กชนิดหนึ่งในตระกูลโพลแคท (polecat)

ได้แก่ สกั๊งค์ แบดเจอร์ มิงค์หรือตัวโวลเวอรีเนส และอีกหลายชนิดด้วยกัน พบมากในทวีปยุโรป,อเมริกา มีลำตัวยาวหลังโค้งมีขนปลุกคลุมตามลำตัวหางมีขนเป็นพวง ขนมีหลายสีตามสายพันธุ์ เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย อายุเฉลี่ย 6 -11 ปี พร้อมสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ 6 -8 เดือนขึ้นไป มีลูกได้ปีละ 1- 2 ครอก น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ขีด – 2 กก. มีกลิ่นสาปเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอนหลับมากถึง 8 -16 ชม.ต่อวัน

 

จุดเด่นของเฟอเรทคือ ลักษณะนิสัยและรูปร่างหน้าตาที่น่ารัก ขี้เล่น ซุกซนชอบขุดคุ้ย

ชอบสำรวจ แม้จะไม่ฉลาดเท่าสุนัขหรือแมวแต่มันก็มีเสน่ห์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ferret

จากสัตว์ป่ามาเป็นสัตว์เลี้ยง

เฟอเรทสายพันธ์ดั้งเดิมนั้น เรียกว่าแบลคฟุต (Black-foot ferret)

อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้าและป่าละเมาะในทวีปอเมริกา สถานภาพของเฟอเรทแบลคฟุตนี้ได้จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธ์และจัดอยู่ในรายชื่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ไกล้จะสูญพันธุ์หรือไซเตส(CITES)

มนุษย์ได้นำเฟอเรทมาเลี้ยงมีหลักฐานมาตั้งแต่ ในสมัยโกรีกและโรมัน ด้วยความฉลาดแกมโกง ว่องไวปราดเปรียวสามารถฝึกให้เชื่องได้ จึงนิยมนำมาเลี้ยงไว้ใช้ล่าสัตว์ขนาดเล็ก

เช่น หนู กระรอก กระต่าย นกกระทาหรือนกพงหญ้าต่างๆ นิยมนำมาเลี้ยงเพื่อช่วยกำจัดศัตรูพืชในสวนและไร่นาและส่วนหนึ่งนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่นในบ้าน บางกลุ่มนิยมเลี้ยงไว้เพื่อทำเสื้อขนสัตว์

ในสหรัฐอเมริกามีชมรม AFA (Amarican Ferret Association)

เป็นมูลนิธิให้การช่วยเหลือเฟอเรทที่ถูกทอดทิ้งรวมถึงอนุรักษ์พันธุ์เฟอเรทดั้งเดิมไม่ให้สูญพันธุ์ ซึ่งในต่างประเทศเฟอเรทเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมเลี้ยงเป็นอย่างมาก มีการจัดแข่งขันประกวดความสวยงามของแต่ละฟาร์มเลยทีเดียว และมีกิจกรรมของชมรมคนเลี้ยงเฟอเรททุกปี

สำหรับในประเทศไทยนั้น เฟอเรทได้นำเข้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามซึ่งก็ได้รับความสนใจ

จากกลุ่มผู้นิยมสัตว์ต่างถิ่นหรือสัตว์แปลก (Exotic Pet) พอสมควรซึ่งนำเข้าจาก สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ ฮอลแลนด์ เฟอเรทยังคงต้องอาศัยการนำเข้ามาจากต่างประเทศเพราะปริมาณยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด ส่วนกลุ่มคนเลี้ยงในเมืองไทยก็เพิ่มมากขึ้น

ที่มา : http://www.thailandferret.com

แสดงความคิดเห็น »

เฟนเน็ค ฟ็อกซ์

เฟนเน็คฟ็อกซ์ หรือ จิ้งจอกตัวน้อยแห่งทะเลทรายซาฮาร่า เป็นสัตว์กินทั้งพืชและสัตว์ (Omnivore) พวกมันจัดได้ว่าเป็นจิ้งจอกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยตัวเต็มวัยของเจ้าเฟนเน็คนั้น มีน้ำหนักเฉลี่ยเพียง 1.75 กิโลกรัมสำหรับตัวผู้ และ 1.25 กิโลกรัมสำหรับตัวเมีย ซึ่งจะเทียบน้ำหนักกันแล้ว ยังถือว่าเล็กกว่าสุนัขบ้านแทบทุกสายพันธุ์ที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ที่เห็นจะมีใกล้เคียงก็น่าจะเป็นชิวาว่า ด้วยความที่เฟนเน็คเป็นนักล่าที่ตัวเล็ก การหาอาหารจึงจะล่าเพียงสัตว์ที่ขนาดไม่ใหญ่มากมาเป็นอาหาร อย่างเช่นพวกแมลง ไข่สัตว์ชนิดต่างๆ หนู กระต่าย นก และสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ ความสามารถในการหาอาหารของมันก็เป็นเลิศ เนื่องจากหูของมันสามารถจับความเคลื่อนไหวได้แม้กระทั่งเสียงแมลงที่กำลังขุดทราย ทำให้พวกมันหาอาหารได้ไม่ยาก นอกจากเนื้อสัตว์มันก็ยังกินผักผลไม้อีกด้วย เรียกได้ว่าพวกมันกินแทบจะทุกอย่างเท่าที่พวกมันจะหาได้ และแม้ว่ามันจะเป็นนักล่าที่น่ากลัวสำหรับสัตว์เล็กๆเหล่านั้นแล้ว พวกมันก็ตกเป็นผู้ถูกล่าสำหรับสัตว์บางจำพวกที่ตัวใหญ่กว่ามันเช่นกัน แต่การที่มันจะตกเป็นเหยื่อนั้นไม่ง่าย เนื่องจากใบหูที่มีขนาดใหญ่ของมัน มีความสามารถในการได้ยินอย่างดีเยี่ยม พวกมันสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าของนักล่าที่ย่ำผืนทรายตั้งแต่ระยะไกล ทำให้มันสามารถไหวตัวและหลบหนีได้ก่อนที่นักล่าจะเห็นตัวมันเสียอีก
ในการดำรงชีวิตอยู่ในทะเลทรายที่แห้งแล้ง ร่างกายของเฟนเน็คจึงมีการพัฒนาและปรับสภาพให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ง่ายขึ้น ขนที่อุ้งเท้าจะหนาเพื่อให้พวกมันสามารถเดินบนทรายที่ร้อนระอุได้ ขนสีน้ำตาลเหมือนทรายของมันช่วยให้มันสามารถอำพรางตัวได้ในทะเลทราย นอกจากนั้นขนของพวกมันยังหนาต่างจากสัตว์ที่อยู่ในทะเลทรายอื่นๆ โดยขนของมันจะสะท้อนความร้อนจากแสงแดดในเวลากลางวันออกไป ส่วนตอนกลางคืนก็ทำหน้าที่สะสมความร้อนเอาไว้เพื่อต่อสู้กับความหนาว เพราะพวกมันจะต้องออกมาหากินในเวลากลางคืนซึ่งอากาศจะหนาวจัดต่างจากเวลากลางวัน

แสดงความคิดเห็น »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.